(ไทย) มีคนญี่ปุ่นเสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูก9

ประเทศไทยพบ “มะเร็งปากมดลูก” เป็นโรคมะเร็งในสตรีที่พบเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ทุกๆปีจะมีผู้หญิงไทยป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละประมาณ 6,500 ราย หรือวันละ 17 ราย สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ย่อมาจาก Human papillomavirus ผู้ใหญ่ประมาณ 9 ใน 10 คน ได้รับเชื้อไวรัสนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต สายพันธุ์ที่ดุร้ายที่สุดคือ 16 และ 18 พบเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70-80 ผู้ที่ติดเชื้อเอชพีวีจะไม่มีอาการใดๆ ดังนั้นจึงอาจแพร่เชื้อไวรัสไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ผู้ที่ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดีจะสามารถกำจัดเชื้อเอชพีวีได้เอง แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสออกไปได้ จะทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปาก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งที่อวัยวะเพศของทั้งหญิงและชาย นอกจากนี้เชื้อไวรัสเอชพีวีบางสายพันธุ์ยังทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศได้อีกด้วยไวรัสเอชพีวีติดต่อโดยการสัมผัสทางผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อหรือจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ ถึงแม้ผู้ที่ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการของโรคเลยก็ตาม การติดต่อ ไวรัสเอชพีวีติดต่อโดยการสัมผัสทางผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อหรือจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ การติดเชื้อเอชพีวีได้ต้องมีบาดแผลเล็กๆ บริเวณเยื่อบุผิวที่ปากมดลูก ปากช่องคลอด รอบทวารหนัก หรือปลายองคชาติ การป้องกัน 1. ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ร่วมกับใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ 2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร คู่นอนหลายคน สูบบุหรี่ โรคติดเชื้อเอชไอวี (human immunodeficiency virus, HIV) 3. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอเพราะมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกนั้นไม่มีอาการแต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกพร้อมการตรวจภายในประจำปี 4. เมื่อพบเซลล์ผิดปกติ หรือตรวจพบรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งต้องรับการรักษาและตรวจติดตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี แนะนำให้ฉีดในหญิงและชายที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ อายุ 9 ถึง 26 ปี โดยเน้นให้ฉีดช่วงอายุ 11-12ปี จะได้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสูงที่สุด สำหรับสตรีที่อายุมากกว่านี้หรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วก็สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ โดยวัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงเช่นกัน เพียงแต่อาจจะไม่ได้รับประสิทธิภาพ สูงสุดในการป้องกันจากวัคซีน เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน วัคซีนสามารถให้การป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้หลายสายพันธุ์ถึงแม้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวีไปแล้ว ก็ยังได้รับประโยขน์จากการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีในบางสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในวัคซีนได้อีก สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยเซลล์วิทยาแบบดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (Pap smear) หรือแบบอิงสารเหลว (liquid-based cytology) ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี และไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อเอชพีวีก่อนรับวัคซีน วัคซีนมี 2 แบบ • ชนิด 2 สายพันธุ์สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที, เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 1 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน) • ชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 และป้องกันหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 6, 11 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที, เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 2 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน) • ในเด็กผู้หญิง หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี สามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน ผลข้างเคียงน้อยมาก อาจมีอาการปวดบวม คัน ไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม แต่หายได้เอง ข้อมูลปัจจุบัน 10 ปีภายหลังฉีดวัคซีน ยังคงมีภูมิคุ้นกันที่สูงพอที่จะป้องกันโรคได้และคำนวณด้วยวิธีทางภูมิคุ้มกันวิทยาแล้ว พบว่าระดับภูมิคุ้มกันอาจอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องฉีดกระตุ้น อย่างไรก็ตามต้องติดตามข้อมูลจากหลักฐานทางการแพทย์ ที่แน่ชัดต่อไป ข้อห้ามในการฉีดวัคซีน • ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีนและแพ้ยีสต์ • กำลังเป็นไข้หรือมีอาการป่วยอยู่ • หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือน • หากตั้งครรภ์ก่อนได้รับวัคซีนครบ ควรฉีดวัคซีนเข็มต่อไปหลังคลอด